Banner Ads By Asungha.com

ข่าวสารในวงการ ด้านอสังหาริมทรัพย์

เบรกตลาดคลองหลวง200ล้าน ทบทวนใหม่ไม่คุ้มค่าให้ยกเลิก
ผู้จัดการ (16/03/44)

   "ประพัฒน์" สั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ชะลอการเซ็นสัญญาก่อสร้างตลาด กลางสินค้าเกษตร ที่ต.คลองหลวง มูลค่า 200 ล้านบาทแล้ว หลังได้รับ ข้อมูล การประม ูลที่สงสัยว่าจะไม่โปร่งใสมาตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล พร้อม ตั้ง กรรมการศึกษาความคุ้มค่าการลงทุนใหม่ หากผลตอบแทนไม่คุ้ม กับภาษี ของประชาชน ต้องยกเลิกโครงการ
   นายประพัฒน์ ปัญญาชาติ-รักษ์ รมช.เกษ ตรและสหกรณ์ เปิด เผยว่า ได้สั่งให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชะลอการเซ็นสัญญาก่อสร้างตลาดกลางสินค้า เกษตร ที่ต.คลอง หลวง จ.ปทุมธานี มูลค่า 200 ล้าน บาทออกไปก่อน โดยให้ไปตั้งคณะ กรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึ กษาความคุ้มค่าของการลงทุน เพิ่ม เติมว่ามีประโยชน์มากเพียงพอที่รัฐจะต้องลงทุนก่อสร้างหรือไม่ เนื่อง จากในบริเวณใกล้เคียงก็มีตลาดไท ซึ่งเป็นตลาดสินค้าของเอกชนอยู่แล้ว หากกรมส่งเสริมสหกรณ์ก่อสร้างตลา ดดังกล่าวจะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่
   "งบประมาณ 200 ล้านที่จะนำ ไปก่อสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตร คลองหลวงนั้นมาจากภาษีของประ- ชาชน จึงต้องมีการศึกษาอย่างรอบ คอบ ไม่ใช่สร้างขึ้นมาแล้วไม่มีคนมาใช้บ ริการกลายเป็นสถานที่รกร้าง อย่าง นี้ก็ไม่สมควรที่จะทำ
   "แต่หากกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีข้อมูลแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีความจำ เป็นที่จะต้องก่อ สร้าง สร้างแล้วเกษตรกรได้ประโยชน์ มีสินค้าเกษตรมาวาง จำหน่า ย สามารถอธิบายต่อสา-ธารณะได้ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ใน ระหว่าง ที่กำลังศึกษารายละเอียดก็ให้ชะลอการเซ็นสัญญาออกไปก่อน" นาย ประพัฒน์กล่าว
   ว่ากันว่าโครงการก่อสร้างตลาดกลางสินค้า เกษตร ที่ต.คลองหลว ง จ. ปทุมธานี นั้น เป็นโครง การหาเงินทิ้งทวนของอดีตรัฐมนตรีกระทรวง เกษตรฯคนหนึ่งที่เร่งรัดให้เปิดประมูลและอนุมัติ ให้ว่าจ้างผู้รับเหมารายหนึ่งก่อน เลือกตั้งส.ส.ที่ผ่านมาเพียง 1 วันเท่านั้น
   นา ยประพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น ในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา และก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้ง 6 ม.ค.44 ได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังพรรค ไทยรักไทยจำนวนมาก โดยมีเรื่องการเปิด ประมูลก่อสร้างตลาดกลางสิน ค้า เกษตร ที่ อ. คลองหลวง จ.ปทุมธานีอยู่ด้วย และได้รับมอบหมายจากพ. ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้เข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวทันทีที่เข้า มาบริหาร งาน
   เนื่องจากข้อมูลที่พรรคไทยรักไทยได้รับมา ก่อนหน้านี้ สามารถบ่งชี้ได้ว่า การประมูลคัดเลือกผู้รับเหมาที่ผ่านมาไม่โปร่งใส เป็นการเร่งรัดดำเนินการ โดยมีเจตนาแอบแฝง เนื่องเพราะในข้อเท็จจริงไม่มีความจำเป็น ที่หน่วยงาน รัฐ อย่างกรมส่งเสริมสหกรณ ์ ต้องไปก่อสร้าง ตลาดกลางสินค้าเกษตรแข่ง กับตลาดไท ซึ่งเป็นของเอกชนในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกัน
   และการที่นายประพัฒน์ เข้าดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวทันที ก็ เนื่องจากได้รับมอบหมายจากพ.ต.ท.ทัก ษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้มาดู แลเรื่องดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ เพราะพรรคไทยรักไทย ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ การ ประมูลที่ไม่โปร่งใสเกี่ยวกับการประมูลก่อสร้างตลาดกลางดังกล่าว จำนวนมาก
   "ตอนที่ยังไม ่ได้เป็นรัฐบาล พรรคไทยรักไทยได้รับเรื่องร้องเรียนการ ทุจริตในกระทรวงเกษตรฯ ทั้งข้อมูลพร้อมพยาน และบัตรสนเท่ห์เยอะมาก ซึ่ง ผมจะสั่งให้ชะลอโครงการ และตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที ที่เห็น ว่าเรื ่อง ไหนมีมูลพอเชื่อได้ว่าการดำเนินการที่ผ่านมาไม่มีความโปร่งใส ซึ่ง จะทยอยตรวจสอบไปทีละเรื่อง โดยในเบื้องต้นได้ชะลอโครงการก่อสร้าง ตลาดกลางสินค้าเกษตรที่ต.คลองหลวงไปแล้ว" นายประพัฒน์กล่าว
   ก่อ นหน้านี้นายประพัฒน์ ก็ได้ตั้งคณะทำ งานขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีปุ๋ยค้างสต็อก ของชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย (ชสท.) จำนวน 4 หมื่นตัน ซึ่งกู้เงินจากกรมส่งเสริมสห-กรณ์ 300 ล้านบาท ไปซื้อปุ๋ยจำหน่าย ให้กับเกษตร กรตั้งแต่ปี 43
   นายประพัฒน์ กล่าวว่า หากคณะกรรมการ ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ตั้ง ขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนก่อสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตร ไม่ สามารถตอบคำถามได้ว่าความคุ้มค่าของการ ลงทุนอยู่ทีไหน และเกษตรกร จะได้ประโยชน์อะไรบ้างแล้ว และมีสินค้าเกษตรมากเพียงพอจนต้องตั้งตลาด กลางขึ้นมารองรับหรือไม่ หากไม่มีข้อมูลสนับสนุนมากพอแล้ว โครงการ นี้ก็ ต้องยกเลิกไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภ ายหลัง" นายประพัฒน์กล่าว
   ในฐานะที่เป็นคนดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายประพัฒน์ ยืนยันว่าเขา จะไม่ใช้อำนาจทาง การเมืองเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ หรือเข้าไปกดดัน การทำงานของข้าราชการ แต่จะเข้าไปช่วย เสริมการทำงานให้ง่ายขึ้น โดยจะ ไม่มีการวิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่งอย่างแน่นอน แต่คนดีจะต้องได้รับการ สนับสนุน
   ทั้งนี้เขาได้ให้นโยบายกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่าการบริหารงานในอนาคต จะต้องเน้นในเชิงบูรณาก ารที่ครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่อง การผลิต สินค้าที่เป็นของสมาชิกสหกรณ์ตามนโยบายของรัฐบาล ที่จะส่งเสริมให้มีการ ผลิตสินค้า 1 ตำบล 1 สินค้า จะต้องคำนึงถึงศักย- ภาพของชุมชน ว่า สามารถผลิตสินค้าใดได ้บ้าง ซึ่ง สินค้าที่ผลิตจะต้องเป็นสินค้าที่เกิดจากท้องถิ่นที่ น่าจะสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้
   ซึ่งแนวทางดำเนินการอาจจะไม่จำเป็นต้องทำตามนโยบาย 1 ตำบล 1 สินค้า ก็ได้ แต่อาจจะเป็น 1 อ ำเภอ 1 สินค้า ก็ได้ ทั้งนี้การผลิตสินค้าจะ ต้องศักยภาพในชุมชนเป็นหลัก โดยการ ดำเนินการจะต้องให้ประชาชนเข้า มามีส่วนร่วมวางแผน ซึ่งรัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนด้าน งบประมาณ และเทคโนโลยี
   "การบ ริหารงานของสหกรณ์ จะต้อง เน้นบูรณาการที่ครบวงจรมาก ขึ้น ตอบสนองความต้องการ และให้การช่วยเหลือกันระหว่างสมาชิกมากขึ้น และแก้ปัญหารากฐานของสังคมได้ด้วย ไม่ใช่เน้นเชิงธุรกิจมากเกินไปจนลืม วัตถุ ประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์" นายประพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ลงประกาศ ซื้อ-ขาย-เช่า-แลกเปลี่ยน
อสังหาริมทรัพย์ ทุกชนิด ฟรี... ที่ Asungha.com
ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ได้ผลแน่นอน มากที่สุด
Click Click Click


By Asungha.com