|
 |
 |
 |

|
จำนวนผู้เข้าชม = 382 ครั้ง |
| หัวข้อข่าว: |
AREA เผยยอดไตรมาสแรกผุด 71 โครงการ |
| ข้อความข่าว: |
-
สยามธุรกิจ[ ฉบับที่ 893 ประจำวันที่ 7-5-2008 ถึง 9-5-2008 ]
คาดทั้งปีอสังหาฯ เปิดใหม่รวม 7.5 หมื่นหน่วย
จากการสำรวจข้อมูลของบริษัท เอเจนซี ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด คาดว่าทั้งปีมีอสังหาฯ เกิดใหม่ 284 โครงการ จำนวน 74,820 หน่วย รวมมูลค่า 206,603 ล้านบาท ส่วนไตรมาสแรกของปี 2551 พบว่า มีการเปิดตัวโครงการอสังหาฯใหม่ 71 โครงการ ลดลง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนจำนวนหน่วยที่เปิดลดลง 9% แต่มูลค่าปรับเพิ่มขึ้น 10% แสดงให้เห็นว่าตลาดของบ้านราคาถูกเกิดขึ้นน้อย รวมทั้งวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่มด้วย ทั้งนี้ยังมีกิจกรรมต่อเนื่องและมีขนาดตลาดใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม อาจส่งผลให้เกิดการซื้อขายและนำเสนอสินค้าออกมาสู่ท้องตลาดมากขึ้น และยังไม่เกิดภาวะสินค้าล้นตลาด
นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเจนซี ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด หรือ AREA เปิดเผยว่า แนวโน้มตลอดปี 2551 คาดว่าทั้งปีจะมีโครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดใหม่ทั้งสิ้น 284 โครงการ จำนวน 74,820 หน่วย รวมมูลค่า 206,603 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นที่อยู่อาศัย 268 โครงการ จำนวน 72,156 หน่วย รวมมูลค่า 185,039 ล้านบาท
หากเทียบกับช่วงปี 2550 พบว่า จำนวน โครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในปีนี้ น่าจะลดลงไปถึง 24% จำนวนหน่วยลดลง 11% มูลค่าแทบจะไม่ลด โดยลดไปเพียง 1% เท่านั้น และหากพิจารณาเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัย พบว่าโครงการที่อยู่อาศัยในปี 2551 เทียบกับปี 2550 น่าจะลดลงไปถึง 25% จำนวนหน่วยลดลง 11% และมูลค่าลงลงไปเพียง 1% เท่านั้น
ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มีโครงการอสังหาริมทรัพย์เปิดตัวใหม่ 71 โครงการ จำนวน 18,705 หน่วย รวมมูลค่า 51,651 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ย 2.7 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นที่อยู่อาศัย 67 โครงการ จำนวน 18,039 หน่วย รวมมูลค่า 46,348 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ย 2.5 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากเทียบกับช่วงไตรมาส 1 ของปี 2550 พบว่า จำนวนโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดลดลงไปถึง 28% จำนวนหน่วยลดลง 9% อย่างไรก็ตามมูลค่ากับเพิ่มขึ้น 10% และหากพิจารณาเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัย พบว่า โครงการที่อยู่อาศัยลดลงไปถึง 29% จำนวน หน่วยลดลง 11% อย่างไรก็ตามมูลค่ากับเพิ่มขึ้น 6%
ถึงแม้จำนวนโครงการจะลดลง แต่ขนาด โครงการโดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยกลับเพิ่มขึ้นจาก 217 หน่วยต่อโครงการเป็น 269 หน่วยต่อโครงการ และในไตรมาส 1/2551 นี้ ที่ราคาเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นแสดงให้เห็นว่าการสร้างบ้านราคาถูกๆ ในท้องตลาดคงมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอยู่ที่วัสดุก่อสร้างแพงขึ้นนั่นเอง
โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า ขนาดตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดตัวใหม่ในปี 2551 แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2550 อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่ภาคธุรกิจนี้จะมีการเติบโตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวแปรที่ผันแปรไปตามภาวะเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองเป็นสำคัญ
เมื่อแบ่งตามประเภทของอสังหาริมทรัพย์ ในไตรมาส 1/2551 อสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยมีเพียง 666 หน่วย จาก 18,705 หน่วย หรือเพียง 4% เท่านั้น แต่มีมูลค่ารวมกันประมาณ 10% ทั้งนี้เพราะอสังหาริมทรัพย์อื่น มักมีราคาที่สูงกว่าที่อยู่อาศัย
ในจำนวนที่อยู่อาศัย 18,039 หน่วยนั้น ส่วนใหญ่พัฒนาเป็นอาคารชุดพักอาศัย จำนวน ถึง 12,342 หน่วย หรือ 68% หรือ 2/3 ของหน่วยขายที่อยู่อาศัยทั้งหมด รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์ 3,359 หน่วย (19% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด) ตามด้วยบ้านเดี่ยวจำนวน 1,770 หน่วย (10%) ส่วนบ้านแฝดและอาคารพาณิชย์มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น และในไตรมาสที่ 1/2551 นี้ไม่พบการขายแต่ที่ดินเปล่าจัดสรรแต่อย่างใด
การพัฒนากลุ่มใหญ่ที่สุดยังเน้นที่ระดับราคา 1-2 ล้านบาท จำนวน 7,581 หน่วย (41% ของอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท) เฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัย อาจกล่าวได้ว่า ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่พัฒนาในระดับราคาไม่เกินหน่วยละ 2 ล้านบาท เป็นจำนวน 10,632 หน่วย จาก 18,039 หน่วย หรือประมาณ 59%
ในรายละเอียดยังพบว่า ไม่มีการเสนอขายบ้านเดี่ยวราคาเกิน 20 ล้านบาท แต่พบห้องชุดราคาเกินหน่วยละ 20 ล้านบาทจำนวนเพียง 24 หน่วย ทั้งนี้คงเป็นเพราะตลาดคงมีอุปสงค์ปริมาณจำกัด บ้านเดี่ยวส่วนใหญ่ขายในราคา 2-3 ล้านบาท ส่วนทาวน์เฮาส์ขายในระดับราคาไม่เกินล้าน และระดับราคา 1-2 ล้านบาท เป็นสำคัญ ส่วนอาคารชุดนั้น มีห้องชุดขายในราคา 1-2 ล้านบาทเป็นสำคัญ
ทิศทางในอนาคตอาจกล่าวได้ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 1/2551 ก็ยังมีกิจกรรมต่อเนื่องและมีขนาดตลาดใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ไม่ได้มีภาวะตกต่ำจนรัฐบาลต้องออกมาตรการ กระตุ้นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมอีก ก็อาจส่งผลให้เกิดการซื้อขายและนำเสนอสินค้าออกมาสู่ท้องตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตามภาวะที่จะล้นตลาดก็คงยังไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
สำหรับปัจจัยลบได้แก่ ปัญหาเงินเฟ้ออันเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าทำให้ ความสามารถในการซื้อของประชาชนลดลง นอกจากนี้ปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองในประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ อาจทำให้เกิดการชะลอตัวได้
http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=41332342
|
|  |
 |
 |
|