|
 |
 |
 |

|
จำนวนผู้เข้าชม = 387 ครั้ง |
| หัวข้อข่าว: |
ก่อสร้าง-อสังหาฯอ่วมต้นทุนพุ่ง |
| ข้อความข่าว: |
-
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 06:01:00
:ต้นทุนพุ่งไม่หยุด กระทบซ้ำค่าก่อสร้าง-ค่าวัสดุ-ค่าขนส่ง จับตาอีกตัวแปร "แรงงานขาด" หันกลับภาคเกษตรรับข้าวแพง "โครงการใหญ่" ปรับแผนวุ่น พักขายชั่วคราวรอปรับราคารับต้นทุนใหม่
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : วิกฤติต้นทุน จากผลต่อเนื่องของ "ราคาน้ำมัน" ที่ผลักดันให้ราคาสินค้าต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบภาคธุรกิจก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจหลักทั้งสองส่วนนี้ กล่าวตรงกันว่าสถานการณ์ใกล้ถึงจุดวิกฤติเข้าไปทุกขณะ โดยเฉพาะตัวแปรราคาน้ำมัน ซึ่งคาดการณ์ว่า อาจเห็นราคาสูงสุดที่ 150 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และก่อนหน้านี้วัสดุก่อสร้างหลัก ทั้งเหล็ก และปูนซีเมนต์ ปรับราคาขึ้นไปสูงมาก โดยเหล็กปรับขึ้นกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกลับไปต้นปี 2550
จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น " กรุงเทพธุรกิจ " ได้สอบถามไปยังผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่รัฐประกาศใช้ คงช่วยได้แค่บรรเทาผลกระทบจากหนักกลายเป็นเบา ผู้ประกอบการจะต้องใช้เม็ดเงินที่ได้จากการลดหย่อนภาษีที่อยู่ในมือผู้ประกอบการราวๆ 4% มาใช้ในการคุมต้นทุน พยุงราคาบ้านไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นมากเกินไป เพราะหากคุมต้นทุนไม่ได้ ในขณะที่ความสามารถในการซื้อลดลง เท่ากับผู้ประกอบการจะเจอปัญหาสองต่อทั้งสร้างบ้านมาแล้วขายไม่ได้ ต้นทุนพุ่งสูงเกินไป ในที่สุดก็กระทบต่อผลประกอบการ
ในการปรับตัวเพื่อรองรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีสูตรสำเร็จ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในของแต่ละบริษัทว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อที่จะรักษาอัตราการเติบโตด้านยอดขาย และอัตรากำไร โดยในแต่ละบริษัทนั้นก็มีเป้าหมายหรือมีวิธีในการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน และขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญในการก่อสร้างเพื่อให้ทันกับการส่งมอบบ้านหรือห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียม ให้เสร็จตามกำหนดเพื่อให้ได้ประโยชน์จากมาตรการที่ออกมา และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งปัญหาการเมือง และต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น
ชะลอขายชั่วคราวรอปรับราคารับต้นทุนใหม่
ทั้งนี้หากเปรียบเทียบต้นทุนก่อสร้างระหว่างที่อยู่อาศัยแนวสูงและแนวราบแล้ว แนวสูงจะได้รับผลกระทบมากกว่า โดยนายบุญญะสิทธิ์ ภู่สุนทรศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาทรัพย์สินแนวสูงของเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า วัสดุก่อสร้างที่รับขึ้นสูงมากคือเหล็กเส้น ที่ขณะนี้ราคาขยับเพิ่มอีกกว่า 30% ซึ่งบริษัทคงบริหารและจัดการเป็นรายโครงการไปเพื่อให้คงอัตรากำไรสุทธิที่ตั้งไว้เมื่อจบโครงการ อย่างเช่น โครงการเซ็นทริค ซีน สุขุมวิท 64 ที่มียอดขายแล้วกว่า 60% ขณะนี้ได้หยุดการขายไว้แล้ว เปิดให้ลูกค้ามาลงชื่อจองไว้ก่อน และจะเปิดขายจริงหรือกำหนดราคาเมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ การคิดราคาขายใหม่นี้จะทำให้ครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้และคงกำไรขั้นต้นที่ 28-30% และกำไรสุทธิที่ 10%
ด้านนายวีระพล โชควิทยารัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ คือ ต้นทุนและภาระของผู้บริโภคสูงขึ้น จากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปีนี้ ลลิลฯ ยังคงเน้นการขายโครงการเก่า ส่วนโครงการใหม่ จะเน้นลงทุนให้เกิดรอบหมุนที่เร็วขึ้น ใช้เวลาในการขายและพัฒนาเสร็จไม่เกิน 1-1 ปีครึ่ง ขนาดโครงการเล็กลงไม่เกิน 50 ไร่ หรือไม่เกิน 100 แปลง จากก่อนหน้านี้จะพัฒนาบนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 80-100 ไร่ มากกว่า 200 แปลง
"วิธีการรักษามาร์จินก็คือ ปรับราคาขายขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง" นายวีระพล กล่าว
ซึ่งสอดคล้องกับ นายวิษณุ สุชาติล้ำพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ. เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ AP กล่าวว่า การกำหนดราคาขายในโครงการใหม่นั้น เป็นการกำหนดตามต้นทุนที่ปรับเพิ่ม ในขณะเดียวกันก็จะใช้วิธีการเจรจาล็อกราคาวัสดุกับผู้ผลิตไว้ล่วงหน้า
ส่วนนายเมธา จันทร์แจ่มจรัส ประธานอำนวยการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ระบุว่า ในการลงทุนแต่ละโครงการนั้นมีการกำหนดค่าเผื่อความเสี่ยงในเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้อยู่แล้วอย่างน้อย 5% ของมูลค่าการก่อสร้าง ในขณะที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเอง ก็คงมีการเสนอราคาประมูลงานก่อสร้างเผื่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกันไม่น้อยกว่า 5-10%
ต้นทุนพุ่ง-แรงงานขาด อสังหาฯ รายย่อยเจ๊ง
ขณะที่ นายวิสิฐ กิตติอุดม กรรมการผู้จัดการบริษัท รุ่งพัฒนาพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายเล็กๆ นั้นเดือดร้อนจากการปรับขึ้นของต้นทุนมาก ทั้งเหล็กเส้นที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 38 บาท/กก.(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ขณะที่ช่วงเดียวกันของปี 2550 ราคาอยู่ที่ 24 บาท ส่วนราคาปูนถุงปรับขึ้นอีก 12-16 บาท/ถุง จากเดิม 96 บาท/ถุงเป็น 108 บาท/ถุง ส่วนราคาหิน และราคาทรายนั้นก็ปรับขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่ง
"ตอนนี้ดีลเลอร์รายใหญ่ กักตุนเหล็กในสต็อกมากโดยให้เหตุผลว่า มีออเดอร์สั่งเข้ามาแล้ว ซึ่งหากปล่อยไว้แบบนี้ผมว่าไม่เกิน 1-2 เดือนทุกอย่างจะขาดตลาดหมด" นายวิสิฐ กล่าว พร้อมระบุว่า สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือก็คือ ให้ประสานงานกับผู้ผลิตรายใหญ่ชะลอการส่งสินค้าออกไปต่างประเทศชั่วคราวก่อนแล้วให้หันมาจำหน่ายในประเทศแทน เพื่อคลี่คลายวิกฤติ
ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นนี้ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายเล็กหรือเอสเอ็มอีค่อนข้างลำบาก เพราะไม่มีเงินทุนที่มากพอที่จะสั่งซื้อวัสดุเป็นบิ๊กล็อตหรือล็อกราคาได้เหมือนกับรายใหญ่ที่มีเงินทุนในการสั่งซื้อเหล็กครั้งละไม่น้อยกว่า 500 -1,000 ตัน ทั้งนี้ ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการอสังหาฯ นั้นมีผลต่อเนื่องไปถึงผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยๆ ที่รับงานโครงการอีกด้วย
นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องวิกฤติแรงงานก็สำคัญ ซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะฤดูกาลทำการเกษตร แรงงานก่อสร้างก็จะกลับบ้านเกิด ทางออกที่ดีก็คือ การหันไปพึ่งแรงงานต่างชาติ และในขณะนี้ก็มีปัญหามากมาย ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลน่าจะมีมาตรการที่ดีปฏิบัติได้ในระยะยาวออกมารองรับ
"ผมทำจัดสรรมาร่วม 30 ปี ผ่านอะไรหลายๆ อย่างถ้าปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นโดยที่ไม่พยายามแก้ไขกัน อสังหาฯ รายเล็กนั้นต้องตายไปจากระบบ จะเหลือแต่รายใหญ่ เมื่อรายใหญ่ผูกขาด ผู้ซื้อก็จะขาดโอกาสในการเลือก และซื้อบ้านราคาสูงขึ้น" นายวิสิฐ กล่าว พร้อมระบุว่า โดยปกติแล้วอสังหาฯ รายเล็กๆ จะขายบ้านต่ำกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่น้อยกว่า 10-15%
รับเหมาขู่หยุดงาน-ยอมสูญค่ามัดจำ
ภาคธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือหรือดูแลด้านต้นทุนที่พุ่งไม่หยุดจากราคาวัสดุก่อสร้างและต้นทุนค่าขนส่ง และได้มีการยื่นข้อเสนอให้ทั้งกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุตสาหกรรม และล่าสุดได้นัดประชุมใหญ่ในวันที่ 14 พ.ค. 2551 พร้อมจัดเสวนาพิเศษ เรื่อง ความเดือดร้อนและทางออกของผู้ประกอบการก่อสร้าง ณ ห้องดุสิตฮอลล์ โรงแรมดุสิตธานี
นายพลพัฒ กรรณสูต นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ขณะนี้รับเหมาก่อสร้างเข้าขั้นวิกฤติมาก ซึ่งหากข้อเสนอที่เสนอไปนั้น รัฐบาลไม่สนใจ หรือยังไม่มีนโยบายใดๆ ออกมาช่วยเหลือ ทางออกที่ต้องทำคือ หยุดงานก่อสร้าง การประกาศจุดยืนหรือการรวมตัวกันครั้งนี้ไม่ใช่ทำไป เพราะต้องการที่จะขู่ หรือทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่า เรียกร้องให้แต่รัฐบาลช่วยฝ่ายเดียว
จากข้อมูลที่สะท้อนเบื้องต้นที่ผู้รับเหมาร้องเรียนมายังสมาคมฯ นี้เป็นเรื่องจริง ผู้รับเหมาทุกรายทั้งในกทม.ต่างจังหวัดที่รับงานองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น งานอบต. อบจ. ได้รับผลกระทบเนื่องจากการปรับราคาของวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่ง เช่น น้ำมัน เหล็กเส้น สายไฟฟ้า และอื่นๆ เกือบทุกประเภท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรงแก่ผู้ประกอบการก่อสร้างทุกประเภททั้งงานของภาครัฐ เอกชน สร้างความเสียแก่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท ผู้รับเหมาหลายรายยอมทิ้งงานไปเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหวและที่แจ้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 ราย และที่ไม่ได้แจ้งมายังสมาคมอีกนับ 100 ราย
"บางรายยอมให้ยึดเงินหลักประกัน 5% ดีกว่าดันทุรังทำไปแล้วขาดทุน 20% ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม ปัญหาที่เกิดกระทบเป็นลูกโซ่หมด" นายพลพัฒ กล่าว พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาผู้รับเหมาเองก็พยายามช่วยเหลือตนเองมาตลอด เพื่อให้ธุรกิจยืนอยู่ได้ ส่วนที่ว่ารับเหมารายไหนจะปรับตัวอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละราย เช่น ยอมเอากำไรน้อยเพื่อให้ได้งานมาเลี้ยงบริษัท หรือ บางรายก็ไปเจรจากับเจ้าของงานเพื่อให้ช่วยแบกรับต้นทุน
4 เดือนดัชนีราคาวัสดุพุ่งเฉียด 15%
กระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานความเคลื่อนไหวดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 88 รายการ ครอบคลุมหมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์คอนกรีต เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กกระเบื้อง วัสดุฉาบผิว สุขภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปาและวัสดุก่อสร้างอื่นๆ เพื่อนำมาคำนวณดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเดือนเม.ย. 2551 เทียบกับเดือนเม.ย. 2550 เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.1 (มี.ค. 2551 เพิ่มขึ้นร้อยละ 15) ที่สำคัญ คือ หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ร้อยละ 44.4 หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (แผ่นไม้อัด บานประตู - หน้าต่าง และวงกบประตู) ร้อยละ 11.6 และหมวดซีเมนต์ (ปูนซีเมนต์ และปูนฉาบ) ร้อยละ 5.9
ทั้งหากพิจารณาเฉลี่ยในช่วง 4 เดือนแรกคือ เดือนม.ค. - เม.ย. 2551 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2550 เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.9 (ม.ค. - มี.ค. 2551 เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.9) สาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาในหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก (เหล็กเส้น เหล็กฉาก เหล็กแผ่นเรียบดำและตะแกรงเหล็ก) ร้อยละ 38.9 หมวดสุขภัณฑ์ (โถส้วม อ่างล้างหน้าและที่ปัสสาวะ) ร้อยละ 4.9 และหมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ร้อยละ 4.8
โดยดัชนีราคาเหล็กที่ปรับสูงขึ้น เป็นผลจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น คือราคาวัตถุดิบนำเข้า และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณการผลิตเหล็กลดลง ทำให้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้
รับสร้างบ้านกระอักตั้งราคาไม่ถูก
ธุรกิจสร้างบ้านซึ่งลักษณะธุรกิจไม่ต่างจากรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เพียงแต่มีบริการเพื่อการสร้างบ้านแบบครบวงจรเพิ่มเติมเข้ามา เป็นอีกธุรกิจที่ได้รับผลกระทบไม่เช่นเดียวกับ กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากเป็นสัญญาการรับงานแบบรับเหมากำหนดราคา ณ วันทำสัญญาเช่นกัน ปัจจุบันจึงต้องรับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
นายพันธุ์เทพ ทานชิติกุล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปัญหาเรื่องต้นทุนที่กระทบธุรกิจรับสร้างบ้านขณะนี้ เป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ซึ่งขณะนี้พบว่าหลายราย ยังไม่มีทางออกเรื่องนี้ชัดเจน
นายพันธุ์เทพ กล่าวว่า สิ่งที่พบแล้วขณะนี้คือ ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านส่วนใหญ่ เกิดภาวะลังเลต่อการกำหนดราคารับงาน เพราะไม่รู้ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด และที่ผ่านมาพบว่า ราคารับงานที่ทำไว้ในรอบ 3 เดือนก่อนหน้านี้ ไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ หลายรายเกรงว่าอาจต้องรับภาระขาดทุนได้ หากต้นทุนโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นอีก
"ราคารับงานเมื่อ 3 เดือนก่อน มาถึงวันนี้ พูดได้ว่าแทบไม่เหลืออะไร กำไรคงพอมีแต่มันน้อยจนไม่อาจครอบคลุมค่าใช้จ่ายระหว่างทางได้แล้ว ถ้าน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้นอีก ราคาวัสดุหลัก ก็อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นตามมา" นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวและว่า
ตัวแปรหลักของปัญหาด้านต้นทุน คือราคาน้ำมัน เพราะแม้ทุกคนทราบดีว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ส่วนใหญ่ประเมินไว้ที่ระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่มาวันนี้เกินหลัก 100 ไปแล้ว พูดกันถึงระดับ 150 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเกินคาดไปค่อนข้างมาก
หากมองที่ต้นทุนการก่อสร้าง โดยภาพรวมกล่าวได้ว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นมาเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 5% แต่ถ้าดูเฉพาะเหล็กจะพบว่า มีการปรับราคาขึ้นมาแล้ว 30% ปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้น 3-5% ยังไม่รวมวัสดุก่อสร้างตัวอื่น ที่ปรับราคาขึ้นเช่นเดียวกัน รวมทั้งค่าขนส่ง และราคาสินค้าทั่วไป
แต่ขณะเดียวกัน หากย้อนกลับมาที่ราคารับงานก่อสร้างบ้าน นายพันธุ์เทพ กล่าวว่า แม้ต้นทุนพุ่งขึ้นแต่ราคารับงานไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ จำเป็นต้องตรึงราคาเพื่อรักษายอดขาย
----------------------------
http://www.bangkokbiznews.com/2008/05/12/news_256452.php
|
|  |
 |
 |
|