|
 |
 |
 |

|
จำนวนผู้เข้าชม = 443 ครั้ง |
| หัวข้อข่าว: |
รฟม.ลั่นกลองประมูลสายสีม่วง พร้อมปรับค่าก่อสร้างเป็น 3.6 หมื่นล. |
| ข้อความข่าว: |
-
ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2316 24 เม.ย. - 26 เม.ย. 2551
รฟม. ปรับเพิ่มค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง 15% จาก 31,217 ล้านบาท เป็น 36,000 ล้านบาท พร้อมเปิดหวูดประมูล 21 เม.ย.-2 พ.ค.นี้ แบ่งงานประมูลเป็น 3 สัญญา เปิดโอกาสให้รับเหมาไทย-เทศร่วมชิงได้ กำหนดให้ยื่นเอกสารข้อเสนอคุณสมบัติ-เทคนิค-ราคา ในเดือน ก.ค.นี้ คาดได้ตัวภายในสิ้นปี
นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ รฟม. ได้ประกาศขายเอกสารประกวดราคาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่แล้ว โดยจะเปิดขายเอกสารระหว่างวันที่ 21 เมษายน- 2 พฤษภาคมนี้
สำหรับงานที่เปิดประมูลนั้น แบ่งเป็น 3 สัญญา สัญญาที่ 1 คือ สัญญาการก่อสร้างเส้นทางด้านตะวันออก ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องก่อสร้างโครงสร้างทางวิ่งเริ่มต้นจากสถานีบางซื่อไปสิ้นสุดที่ต้นทางสะพานพระนั่งเกล้า ระยะทาง 12 กิโลเมตร รวมถึงต้องก่อสร้างโครงสร้างสถานี 8 สถานี ส่วนสัญญาที่ 2 คือสัญญาก่อสร้างเส้นทางด้านตะวันตก ผู้รับจ้างก่อสร้างจะต้องก่อสร้างโครงสร้างทางวิ่งเริ่มตั้งแต่ต้นทางสะพานพระนั่งเกล้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไปบรรจบปลายทางที่บางใหญ่ รวมระยะทาง 11 กิโลเมตร
ขณะที่สัญญาที่ 3 คือ สัญญาก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) และอาคารจอดรถแล้วจร (Park & Ride) ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องก่อสร้างตัวอาคาร รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยทั้ง 3 สัญญานี้ มีกรอบระยะเวลาดำเนินการทั้งด้านการก่อสร้างและการทดสอบระบบ สัญญาละ 1,350 วัน
สำหรับข้อกำหนดด้านคุณสมบัติผู้รับเหมานั้น รฟม. เปิดให้ผู้รับเหมาทั้งไทย ต่างประเทศ รวมถึงบริษัทที่เป็นลักษณะจอยต์เวนเจอร์เข้าร่วมยื่นข้อเสนอได้ โดยในส่วนของสัญญาที่ 1 และ 2 ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยผู้ที่เป็นบริษัทนำจะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท ส่วนบริษัทที่เป็นสมาชิกจะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ขณะที่ สัญญาที่ 3 ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งบริษัทนำต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ขณะที่บริษัทที่เป็นสมาชิกร่วมยื่นข้อเสนอจะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท
ส่วนข้อกำหนดด้านผลงานของผู้ยื่นเสนอราคานั้น ผู้ที่ยื่นข้อเสนอจะต้องมีผลงานด้านการก่อสร้างที่คล้ายคลึง หรือเป็นลักษณะเดียวกับงานในแต่ละสัญญา โดยสัญญาที่ 1 และ 2 นั้น ภายในระยะเวลา 3 ปี ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีผลงานคิดเป็นมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งผู้ที่เป็นบริษัทนำจะต้องมีมูลค่าผลงานคิดเป็น 40% ของผลงานรวมทั้งหมด ขณะที่สัญญาที่ 3 ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีผลงานคิดเป็นมูลค่ารวมภายใน 3 ปี เป็นเงินไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท โดยบริษัทนำจะต้องมีผลงานคิดเป็นมูลค่ารวม 40% ของผลงานรวมทั้งหมดเช่นกัน
ทั้งนี้ รฟม. จะให้เวลาผู้รับเหมาเตรียมเอกสารข้อมูล เป็นเวลา 3 เดือน โดยกำหนดให้ยื่นเอกสารภายในเดือนกรกฎาคม จำนวน 3 ซอง คือ ซองข้อเสนอด้านคุณสมบัติ ข้อเสนอด้านเทคนิค และข้อเสนอด้านราคา คาดว่า รฟม. จะสามารถพิจารณาแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยในการพิจารณานั้นจะจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบซองข้อเสนอ และทางธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation : JBIC) หรือเจบิค จะให้ความเห็นชอบแต่ละขั้นตอนของการพิจารณาแต่ละซอง ทั้งนี้คาดว่าจะสรุปผลผู้ชนะการประกวดราคาและเซ็นสัญญาจ้างก่อสร้างได้ภายในสิ้นปี 2551 นี้
นายประภัสร์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการขอปรับเพิ่มกรอบวงเงินค่าก่อสร้างจาก 31,217 ล้านบาท นั้น ขณะนี้ได้ข้อสรุปแล้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นไปอีก 15% หรือปรับเป็น 36,000 ล้านบาท ซึ่งจะเร่งเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศให้ผู้ซื้อเอกสารทราบต่อไป ส่วนสัญญาก่อสร้างระบบราง มูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะเปิดประมูลได้ภายในสิ้นปี 2551 นี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาขอกู้เงินเพื่อนำมาดำเนินการในส่วนนี้ คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาเงินกู้ และประกาศประกวดราคาได้ภายในปี 2551 ขณะที่งานระบบอาณัติสัญญารวมถึงรูปแบบการเดินรถจะต้องเร่งให้รัฐบาลสรุปความชัดเจนว่าจะลงทุนเอง หรือจะให้เอกชนเข้ามารับสัมปทาน ให้จบโดยเร็ว เพื่อเร่งดำเนินการให้ทันต่อการก่อสร้างโครงสร้าง
http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=R4123162&issue=2316
|
|  |
 |
 |
|