|
 |
 |
 |

|
จำนวนผู้เข้าชม = 606 ครั้ง |
| หัวข้อข่าว: |
เสนอแผนล้างหนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย 5 หมื่นล้าน ชูบริษัทลูกพัฒนาที่ดินหาเงินใช้หนี้ |
| ข้อความข่าว: |
-
ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2316 24 เม.ย. - 26 เม.ย. 2551
คมนาคมเตรียมแผนแก้หนี้ 50,000 ล้าน หวังรัฐบาลรับภาระหนี้ 39,000 ล้าน ชูสูตรแก้หนี้ 3 ด้าน "กลยุทธ์ปรับโครงสร้างภายในองค์กรเป็นหน่วยธุรกิจ-แยกการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานและการเดินรถออกจากกัน และทยอยจัดตั้งบริษัทลูก จำนวน 3 บริษัท" ประกอบด้วย บริษัทบริหารทรัพย์สิน รฟท.ฯ , บริษัท จัดการขนส่งสินค้าสายตะวันออก และบริษัท บริหารรถไฟฟ้าฯ หวังสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการฟื้นฟูกิจการและแผนงานที่ ร.ฟ.ท.ในปัจจุบันโดยนำที่ดิน 158,000 ไร่ พัฒนาหารายได้ใช้หนี้
แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ทางกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอแนวทางการฟื้นฟูกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) เนื่องจากปัจจุบัน ร.ฟ.ท. ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างมาก โดยเฉพาะการเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเงินกู้ที่คงค้างอยู่ จำนวน 51,202 ล้านบาท โดยจะเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการแก้ไขภาระหนี้สิน จำนวน 39,449 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้ ร.ฟ.ท. ต้องดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะทำให้คงเหลือหนี้สิน 11,753 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังต้องมีการจัดการภาระผูกพันในส่วนของเงินบำนาญอีก จำนวน 51,200 ล้านบาท โดยอาศัยรายได้จากการบริหารจัดการและพัฒนาที่ดินของ ร.ฟ.ท. ซึ่งมอบหมายให้ บริษัทบริหารทรัพย์สิน รฟท. ซึ่งเป็นบริษัทลูกเป็นผู้ดำเนินการ
"ร.ฟ.ท. ถือเป็นผู้ให้บริการขนส่งทางรถไฟแต่เพียงผู้เดียว โดยส่วนแบ่งการตลาดด้านการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร เมื่อเทียบกับการขนส่งภายในประเทศทั้งหมด มีเพียง 4% และ 2% ตามลำดับ ขณะที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2517 ซึ่งที่ผ่านมา ได้รับชดเชยผลขาดทุนจากรัฐบาลมาโดยตลอด การบริหารจัดการที่ดินที่มีอยู่จำนวนมาก ก็ให้ผลตอบแทนต่ำ เช่น ในปี 2549 ร.ฟ.ท. ขาดทุนสุทธิ 6,427 ล้านบาท การขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ร.ฟ.ท. มีภาระหนี้สินเงินกู้ จำนวน 51,202 ล้านบาท และมีภาระดอกเบี้ยต้องจ่ายต่อปีอีกประมาณ 1,800 ล้านบาท" แหล่งข่าวกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีภาระบำเหน็จบำนาญ ประมาณ 153,000 ล้านบาท(NPV = 52,000 ล้านบาท) คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อปีประมาณ 2,000 ล้านบาท ประกอบกับ ร.ฟ.ท. ขาดการพัฒนาบุคลากรและระบบงาน ถูกควบคุมอัตราค่าโดยสารจากรัฐบาล ขาดแคลนรถจักรและล้อเลื่อนในการขนส่งสินค้า รางและอาณัติสัญญาณอยู่ในสภาพทรุดโทรมและล้าสมัย โครงสร้างองค์กรไม่เหมาะสมกับสภาวะการดำเนินงานในปัจจุบัน ทำให้ยากต่อการวัดประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารจัดการองค์กรได้ จึงจำเป็นต้องจัดทำแผนปฏิบัติการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการ เพื่อฟื้นฟูฐานะการเงินของ ร.ฟ.ท.
โดยแผนดังกล่าว จะแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 1.ด้านกลยุทธ์ ต้องมีการปรับโครงสร้างภายในองค์กรเป็นหน่วยธุรกิจ โดยแยกการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานและการเดินรถออกจากกัน และทยอยจัดตั้งบริษัทลูก จำนวน 3 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท บริหารทรัพย์สิน รฟท. , บริษัท จัดการขนส่งสินค้าสายตะวันออกฯ และบริษัทบริหารรถไฟฟ้าฯ เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการฟื้นฟูกิจการและแผนงานที่ ร.ฟ.ท. อยู่ระหว่างดำเนินการในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดีการดำเนินการดังกล่าว จำเป็นต้องกำหนดหลักการให้รัฐเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้กับ ร.ฟ.ท. และเปิดให้เอกชนสามารถนำรถจักรและแคร่มาขนส่งบนโครงสร้างพื้นฐานของ ร.ฟ.ท. ได้เช่นเดียวกับถนน ทั้งนี้ ให้ ร.ฟ.ท. กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานการให้เอกชนร่วมเดินรถ โดยมีการเก็บค่าใช้ทางร่วม การปรับปรุงและแก้ไขกฎหมาย ร.ฟ.ท. เพื่อให้สอดคล้องกับการขอรับอุดหนุนบริการสาธารณะ (PSO) และการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในกิจการรถไฟ รวมถึงการกำกับดูแลกิจการรถไฟ และส่งเสริมการตลาดเชิงรุก และมุ่งให้บริการขนส่งสินค้าแบบ Door to Door Service
ส่วนด้านการดำเนินงาน ให้เพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งสินค้า แบ่งระยะเวลาการลงทุนตามความเหมาะสมและความจำเป็นตามศักยภาพที่มีในปัจจุบัน โดยแยกการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน เป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติวงเงินจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)แล้ว และสามารถดำเนินการได้ภายใน 1 ปี ระยะสั้น เป็นโครงการที่ ครม. อนุมัติในหลักการแล้ว และสามารถดำเนินการได้ภายใน 5 ปี และระยะยาว ช่วง 5-10 ปี กำหนดให้มีมูลค่าการลงทุนในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน 123,183 ล้านบาท(รัฐลงทุน) และมูลค่าการลงทุนรถจักรและล้อเลื่อน 13,034 ล้านบาท(ร.ฟ.ท. ลงทุน) รวมทั้งสิ้น 136,217 ล้านบาท
ทั้งนี้ ต้องขอรับความสนับสนุนการขนส่งผู้โดยสารเชิงสังคม(PSO)จากภาครัฐ โดยกำหนดขอบเขตการชดเชยให้จนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2550 ในระยะแรก ให้มีการเจรจากับรัฐบาลในการอุดหนุนค่าบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน(IMO) ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคเอกชนยังไม่มีบทบาทในขนส่งระบบรางและไม่สามารถเก็บค่าใช้ทางได้ โดยทำความตกลงกับภาครัฐให้แล้วเสร็จภายในปี 2551 และในระยะยาว ต้องมีการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าชานเมือง เพื่อสนับสนุนการขยายโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าในเขตเมืองด้วย
ขณะที่ด้านการเงิน การจัดการหนี้สินเงินกู้จำนวน 51,202 ล้านบาท โดยให้รัฐบาลสนับสนุนการแก้ไขภาระหนี้สิน จำนวน 39,449 ล้านบาท แยกเป็น ภาระหนี้จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 13,409 ล้านบาท หนี้คงค้างการชดเชยผลขาดทุน 22,040 ล้านบาท และการแลกสิทธิการใช้ที่ดินของส่วนราชการกับหนี้สิน 4,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้ ร.ฟ.ท. ดำเนินการตามแผนฯ ที่กำหนด ซึ่งจะทำให้คงเหลือหนี้สิน 11,753 ล้านบาท การจัดการภาระผูกพันบำนาญ จำนวน 51,200 ล้านบาท โดยอาศัยรายได้จากการบริหารจัดการและพัฒนาที่ดินของ ร.ฟ.ท. ซึ่งมอบหมายให้บริษัทบริหารทรัพย์สิน รฟท. ซึ่งเป็นบริษัทลูกเป็นผู้ดำเนินการ โดยข้อมูลที่ดินเบื้องต้นมีประมาณ 158,000 ไร่
http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=R3723162&issue=2316
|
|  |
 |
 |
|