|
 |
 |
 |

|
จำนวนผู้เข้าชม = 544 ครั้ง |
| หัวข้อข่าว: |
ซีบี ริชาร์ด หวั่นวิกฤติเศรษฐกิจโลก กระทบตลาดเช่าสำนักงาน |
| ข้อความข่าว: |
-
สยามธุรกิจ ฉบับที่ 886 ประจำวันที่ 9-4-2008 ถึง 11-4-2008
> คาดความต้องการเช่าพื้นที่ลดลง เหตุพิษการเมือง พ.ร.บ.ต่างด้าว
จากผลการสำรวจของซีบี ริชาร์ด เอลลิส พบว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีค่าเช่าพื้นที่สำนักงานถูกเป็นอันดับที่ 3 ของเอเชีย โดยมีเพียง จาการ์ตา
และกัวลาลัมเปอร์ ที่ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า ในขณะที่ลอนดอนเป็นเมืองที่มีค่าเช่าพื้นที่สำนักงานแพงที่สุดในโลก ซึ่งสูงกว่า 1
หมื่นบาทต่อตารางเมตรต่อเดือน มุมไบในอินเดียนับเป็นเมืองที่มีค่าเช่าพื้นที่สำนักงานแพงที่สุดในเอเชีย โดยค่าเช่าพื้นที่ สำนักงานระดับเกรดเอ
สูงถึงเกือบ 6 พันบาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ด้านสิงคโปร์มีอัตราการเติบโตของค่าเช่าพื้นที่สำนักงานในปี 2550 ถึง 100% ซึ่งทำให้ค่าเช่าพุ่งขึ้น
ไปที่ระดับ 3.8 พันบาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
โดยมีราคาค่าเช่าสูงกว่าในฮ่องกงซึ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3.6 พันบาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ส่วนค่าเช่าในโฮจิมินห์ ซิตี้ เพิ่มสูงขึ้นเท่าตัวเป็น 2.3
พันบาทต่อตารางเมตรต่อเดือน โดยแพงกว่าในกรุงเทพฯเกือบ 3 เท่า
นายนิธิพัฒน์ ทองพันธุ์ ผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายจัดหาพื้นที่สำนักงาน ของซีบี ริชาร์ด เอลลิส กล่าว ความต้องการพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ
และปริมาณการเช่าพื้นที่ เพิ่มขึ้นประมาณ 1.58 แสนบาทต่อตารางเตรต่อเดือนในปี 2550 ซึ่งเป็นปริมาณเพียงครึ่งหนึ่งของการเช่าพื้นที่ใหม่โดย
เฉลี่ยต่อปีในช่วงปี 2543 ถึง 2548 ด้านจำนวนพื้นที่สำนักงานในปี 2550 มีเพิ่มขึ้นเพียง 8.85 หมื่นตารางเมตร ซึ่งการมีจำนวนพื้นที่สำนักงาน
ใหม่ที่จำกัดเป็นตัวช่วยสนันสนุนราคาค่าเช่าแม้ว่าความต้องการจะชะลอตัวลง ทำให้ระดับราคาค่าเช่าในปี 2550 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยค่าเช่า
พื้นที่สำนักงานระดับเกรดเอในย่านใจกลางธุรกิจหรือซีบีดีของกรุงเพทฯ โดยเฉลี่ย อยู่ที่ 740 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวตรงกันข้ามกับตลาดสำนักงานในประเทศอื่นๆของเอเชีย ซึ่งปริมาณความต้องการมีมากกว่าปริมาณพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้ค่า
เช่าปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้อัตราค่าเช่าพื้นที่อาคาร สำนักงานในกรุงเทพฯ จะลดลง แต่แนวโน้มตลาดยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นการขยายตัวในอัตรา
ที่ลดลงก็ตาม โดยคาดว่าในปี 2551 จะมีความต้องการใช้พื้นที่อาคารสำนักงานทั้งปีประมาณ 2 แสนตารางเมตร (ตร.ม.) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มี
อัตราการเข้าใช้เพียง 158,000 ตร.ม. ลดลงกว่า 50% จากอัตราการ เข้าใช้พื้นที่เฉลี่ยช่วงระหว่างปี 2543-2549
ความต้องการพื้นที่สำนักงานมีปริมาณลดลง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการเสนอแก้ไข
พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีการเพิ่มข้อจำกัดสำหรับชาวต่างชาติในการเป็นเจ้าของธุรกิจในภาคบริการ
ปัญหาอยู่ที่ความต้องการพื้นที่สำนักงานโดยเฉพาะพื้นที่สำนักงานระดับเกรดเอโดยส่วนใหญ่ผู้เช่าเป็นบริษัทต่างชาติ ข้อกำหนดด้านการเป็นเจ้า
ของธุรกิจโดยชาวต่างชาติที่มีการเสนอไปนั้น ทำให้บริษัทต่างชาติตัดสินใจที่จะไม่ขยายธุรกิจ หรือ เข้ามาประกอบธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศไทย
ซึ่งตรงกันข้ามกับภาคการผลิตที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีไอโอ ให้การ สนับสนุนโดยมีมาตราการช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งรวมถึงการที่ชาว
ต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ 100%
ในปี 2550 ที่ดินจำนวน 4.8 พันไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมถูกขายออกไป โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกขายให้กับผู้ประกอบการชาวต่างชาติ ปริมาณการ
ซื้อขายดังกล่าวนับเป็นตัวเลข ที่ดีที่สุดในรอบมากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
ด้านรัฐบาลชุดใหม่ได้มีการประกาศให้มีมาตราการต่างๆเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย ถ้าหากรัฐบาลยกเลิกการควบคุมกรรมสิทธิ์ ของชาวต่าง
ชาติในธุรกิจภาคบริการ ก็จะเป็น การช่วยกระตุ้นตลาดสำนักงานของกรุงเทพฯ และเป็นการช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานอีกด้วย
โดยเฉลี่ยการจ้างงานใหม่ในธุรกิจภาคบริการจะทำให้มีความต้องการเช่าพื้นที่สำนักงานเพิ่มขึ้น 10 ตารางเมตร จากอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมา
พบว่ามีการจ้างงานใหม่ในธุรกิจภาคบริการเพียง 1.5 หมื่นคน เปรียบเทียบกับการจ้างงานโดยเฉลี่ยในช่วง 2543 ถึง 2548 ซึ่งมีถึง 3 หมื่นคนต่อปี
ในปี 2551 นี้ ตลาดอาคารสำนักงานของ กรุงเทพฯ จะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น ภาวะวิกฤติสินเชื่อในตลาดโลกได้ส่งผลให้บริษัทต่างชาติหลาย
แห่งจะต้องมีความระมัดระวังในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ และการขออนุมัติแผนการ ขยายกิจการหรือเปิดบริษัทใหม่เป็นไปได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจุบันพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 7.5 ล้านตารางเมตร ซึ่งมีปริมาณการเข้าใช้พื้นที่ระดับ 6.6 ล้านตารางเมตร
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีพื้นที่สำนักงานใหม่เพิ่มขึ้นในปี 2551 ราว 2.26 แสนตารางเมตร ซึ่งรวมถึง อาคารจามจุรี สแควร์ บนถนนพระราม 4 มีพื้นที่ 9
หมื่นตารางเมตร และอาคารอินเตอร์เชนจ์ 21 บริเวณแยกอโศก-สุขุมวิท ในขณะที่ปี 2552 คาดว่าจะมีพื้นที่สำนักงานใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2.41 แสน
ตารางเมตร
หากปริมาณความต้องการฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับเทียบเท่ากับปี 2543 ถึง 2548 จะทำให้ปริมาณความต้องการมีมากกว่าปริมาณพื้นที่ที่มีอยู่ใน
ตลาด และจะทำให้ค่าเช่าเริ่มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้ ความต้องการพื้นที่สำนักงานขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง และสภาพเศรษฐกิจของ
ไทย รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจโลก
เจ้าของอาคารสำนักงานเก่าจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการรักษาผู้เช่าและดึงดูดผู้เช่าใหม่ โดยดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลาง อาทิเช่น ล็อบบี้
ทางเข้า โถงลิฟต์ และห้องน้ำ สำหรับอาคารสำนักงานที่มีอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไปนั้นเริ่มมีความจำเป็นต้องทำการเปลี่ยน ฝ้าเพดานใหม่ให้เป็นฝ้า
อะคูสติกแบบใหม่
เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความต้องการพื้นที่สำนักงานจะปรับตัวดีขึ้นในปีนี้ แม้จะมีความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ทว่าตลาดอาคารสำนัก
งานจะยังคงมีการแข่งขันที่สูง ประกอบกับผู้เช่าคำนึงถึงเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ และความต้องการอาคารที่มีคุณภาพดีกว่าเดิม นายนิธิพัฒน์ กล่าว
การแข่งขันที่จะมีเพิ่มซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณพื้นที่สำนักงานใหม่ในปี 2551 และ 2552 นั้น มีนัยว่าเจ้าของอาคารสำนักงานในปัจจุบันจะต้องทำ
ให้คุณภาพของอาคารตรงกับความต้องการของผู้เช่า หากยังต้องการรักษาปริมาณ การใช้พื้นที่ และเพิ่มราคาค่าเช่าในอนาคต
http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413001
|
|  |
 |
 |
|