จำนวนผู้เข้าชม = 380 ครั้ง
หัวข้อข่าว: ฟันธงอสังหาฯไทยฟื้นไตรมาส 2 เงินนอกเตรียมไหลบ่าซื้อบ้านหรู
ข้อความข่าว:
   ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2307 23 มี.ค. - 26 มี.ค. 2551
บงล.ทรีนีตี้ฯ ฟันธงอสังหาฯไทยปี 2551 ฟื้นโดยเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมในเดือนพ.ค.นี้ เหตุไทยมีปัจจัยบวกส่งเสริมทั้งดอกเบี้ย เงินเฟ้อ จีดีพี มาตรการภาษี ผนวกกับพ.ร.บ.เงินฝากส่งผลให้คนย้ายเงินจากแบงก์ลงทุนในอสังหาฯมากขึ้น ขณะที่ซับไพรม์-เงินดอลลาร์อ่อน-เฟดลดดอกเบี้ย ส่งต่างชาติหอบเงินซื้ออสังหาฯไทยพุ่งเป้าบ้านเดี่ยว-คอนโดฯลักชัวรี่ ส่วนหอการค้าคาดจีดีพีปีนี้โตระหว่าง 4.5-5.5% ระบุกำลังซื้อเริ่มฟื้นแต่การเมืองยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของปีนี้

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง "ชี้ทิศทางอสังหาฯและการลงทุนในปี 2008" ที่จัดโดยสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ในปี 2551 นี้จะเป็นปีที่ดีของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยจะเริ่มเห็นเด่นชัดขึ้นในช่วงเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้ สังเกตได้จากขณะนี้เริ่มมีเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ของไทยมากขึ้นในหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เช่น หัวหิน และพัทยา

ทั้งนี้ เนื่องจากในปีนี้ธุรกิจอสังหาฯมีปัจจัยบวกเข้ามาส่งเสริมหลายประการ ทั้งในเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะโต 5-6% , ภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มต่ำลงอีก ได้อีก 0.25-0.50% นอกจากนั้นพ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากที่ค้ำประกันเงินเพียง 1 ล้านบาทซึ่งมีผลบังคับใช้ภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า จะทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินเข้ามาซื้ออสังหาฯมากขึ้น ประกอบกับมีมาตรการลดหย่อนภาษีการซื้อขายบ้านเข้ามาเป็นแรงกระตุ้นอีกทางหนึ่งด้วย รวมถึงการที่รัฐออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าด้วย ส่วนปัจจัยลบมีอยู่เพียงอย่างเดียวคือเรื่องปัญหาการเมืองซึ่งจะส่งผลต่อการซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชน ส่วนราคาน้ำมันนั้นมีผลต่อการตัดสินใจ

นายวิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ชาวต่างชาติได้ให้ความสนใจกับที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีในประเทศไทยเพราะมีราคาถูกกว่าในหลายประเทศ ซึ่งถึงแม้ว่าราคาอสังหาฯในยุโรปและอเมริกามีราคาถูกลงจากปัญหาซับไพรม์แต่เมื่อเทียบกับอสังหาฯของประเทศไทยแล้วก็ยังมีราคาแพงกว่ามาก ทำให้กระแสเงินทุนโลกจะหลั่งไหลเข้ามาในไทยประกอบกับเชื่อว่าพันธบัตรสหรัฐฯจะมีผลตอบแทนที่ต่ำที่สุดในช่วงเดือน

พ.ค.-มิ.ย. ซึ่งผลที่ตามมาคือจะมีเงินทุนหันมาลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น

สำหรับการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มลดลงได้อีก 5-10% รวมไปถึงการลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดลงอย่างต่อเนื่องซึ่งปัจจุบันอยู่ห่างจากดอกเบี้ยนโยบายของไทย 1% ภาวะดังกล่าวจะส่งผลให้กระแสเงินลงทุนโลกที่ส่วนใหญ่มาจากเงินทุนสำรองของแต่ละประเทศกว่า 2-3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯรวมถึงกำไรจากธุรกิจน้ำมันที่มีกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งกลุ่มทุนเหล่านี้จะหันมาลงทุนในเอเชียโดยจะไหลเข้ามาในสินค้าโภคภัณฑ์ รองลงมาคือพันธบัตร และภาคอสังหาฯ โดยกลุ่มทุนเหล่านี้จะเน้นการลงทุนซื้ออสังหาฯจริงไม่ใช่กองทุนอสังหาฯหรือกองทุนในรูปแบบอื่นๆ โดยสังเกตได้จากเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศยกเลิกตั้งสำรอง 30% มีเงินทุนน้อยมากที่เข้ามาลงทุนซื้อกองทุนอสังหาฯแต่กลับไปซื้ออสังหาฯจริงเนื่องจากผลตอบแทนจากการลงทุนยังไม่ดึงดูดใจเท่าที่ควรโดยพุ่งเป้าไปที่บ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์

ด้านดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2551 ว่า หอการค้าไทยเชื่อว่าเศรษฐกิจของปีนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตประมาณ 5% หรือระหว่าง 4.5-5.5% ในขณะที่สภาพัฒน์ได้ตั้งเป้าเติบโตถึง 6% โดยธุรกิจส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 10.0-12.5% และเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 4.0-4.5% สังเกตได้จากในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมาในช่วงเดือนม.ค.ภาคการท่องเที่ยวมีการขยายตัว 4.5% รวมถึงภาคการบริโภคในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาก็มีการปรับตัวดีขึ้น

สอดคล้องกับผลวิจัยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่พบว่าอารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเริ่มกลับขึ้นมา ขณะที่ภาคส่งออกเองในช่วงเดือนแรกก็มีการขยายตัว 33% โดยจะเริ่มเห็นการปรับตัวที่เป็นรูปธรรมในภาคการผลิตในช่วงไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ของปีนี้ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้ปัจจัยราคาน้ำมันต้องไม่ต่ำกว่าระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และภาครัฐมีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งปัญหาเรื่องซับไพรม์และปัญหาการเมืองที่ฉุดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดิ่งลงไปอีก ทั้งนี้ปัญหาการเมืองหากมีความรุนแรงเกิดขึ้นแต่สามารถจบได้ไวอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้จะอยู่ที่ 4.5% แต่ถ้าต่อเนื่องระยะยาวตัวเลขจีดีพีดังกล่าวคงไม่ได้เห็นแต่ส่วนตัวมองว่าการเมืองน่าจะยังนิ่งอยู่

อย่างไรก็ดี ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า การมองทิศทางเศรษฐกิจให้พิจารณาจากภาคอุตสาหกรรมว่ามีแนวโน้มการขยายตัวดีหรือไม่ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนในตลาดถึง 30% ในขณะที่การมองทิศทางธุรกิจอสังหาฯให้พิจารณาจากการอนุมัติสินเชื่อของแบงก์ หากตราบใดที่แบงก์ยังคงปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบ

การอสังหาฯอยู่ นั่นหมายความว่าธุรกิจอสังหาฯยังมีทิศทางที่ดีอยู่ ซึ่ง ณ ปัจจุบันแบงก์ก็ยังคงปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการอยู่

ส่วนเรื่องทิศทางดอกเบี้ยนั้นมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่จำเป็นที่จะต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงตามธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เพื่อไม่ให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า เพราะการลดอัตราดอกเบี้ยลงไม่ได้ช่วยลดปัญหาเรื่องเงินทุนไหลเข้าแต่หากธปท.ต้องการลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อรักษาค่าเงินบาทถือว่าเป็นเรื่องปกติแต่จะสามารถลดได้อีก 0.50% ในขณะเดียวกันมองว่าควรตรึงอัตราดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อเพราะขณะนี้เงินเฟ้อสูงมาก
http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=R3323072&issue=2307





ลงประกาศ ซื้อ-ขาย-เช่า-แลกเปลี่ยน
อสังหาริมทรัพย์ ทุกชนิด ฟรี... ที่ Asungha.com
ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ได้ผลแน่นอน มากที่สุด
Click Click Click

| MainPage | House | Condo | Business | Land | Rent | Furniture | Car | Miscellaneous |
| หอพัก/อพาร์เมนท์ให้เช่า | โครงการอสังหาริมทรัพย์ | บริษัท/ห้างร้าน | แหล่งรวม Web | ข่าวอสังหาริมทรัพย์ |
| Joke | กฏหมายอสังหาฯ |
By Asungha.com